รีวิวซีรี่ย์ Altered Carbon ซีซัน 2

รีวิวซีรี่ย์ Altered Carbon ซีซัน 2

Altered Carbon อัลเทอร์ด คาร์บอน เป็นซีรี่ย์ไซไฟโลกอนาคตแนวไซเบอร์พังค์ สร้างโดย Laeta Kalagridis ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอังกฤษ Richard K. Morgan ซึ่งได้ฉายลงในสตรีมมิ่ง Netflix เป็นครั้งแรกในปี 2018 และก็ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกพอสมควร

สำหรับ ซีซัน 2 มีการเปลี่ยนตัวนักแสดงนำในบท ทาเคชิ โคแวช จาก โจเอล คินนาแมน มาเป็น แอนโธที แม็คกี ซึ่งคนส่วนใหญ่มีภาพจำในบท “ฟอลคอน” จากเรื่อง Avengers ของ Marvel

Altered Carbon ss2 เรื่องย่อ

รีวิวซีรี่ย์ Altered Carbon ซีซัน 2


Altered Carbon จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกในอนาคตที่มนุษย์แทบจะสามารถเอาชนะความตาย แล้วทำให้ผู้คนกลายเป็นอมตะได้​โดยการแบ็กอัพจิตของตนลงในเปลือก หรือร่างที่ถูกโคลนขึ้นมาใหม่ เป็นการเก็บเอาความทรงจำและบุคลิกทั้งหมดของคนผู้นั้นต่อ แต่ความเป็นอมตะนั้นก็ถูกนำมาใช้ประโยชน์และถูกครอบครองไว้โดยกลุ่มชนชั้นสูง มหาเศรษฐี ผู้มีอำนาจ ในขณะที่ชนชั้นล่างก็ถูกกดขี่และถูกใช้ประโยชน์ต่อไป

ในซีซันสอง เรื่องราวผ่านไป 50 ปีต่อจากซีซันแรก หลังจาก ทาเคชิ โคแวช จัดการกับน้องสาวและคลี่คลายคดีฆาตกรรมในภาคแรกสำเร็จ ทำให้ได้เขารับการอภัยโทษทั้งหมด ได้เครดิตเป็นเงินมหาศาลเพื่อออกเดินทางไปดาวดวงอื่น เป้าหมายของเขาคือการค้นหาเบาะแสของ เคลคริสต์ ฟัลคอนเน่ ผู้นำกองกำลังกบฏในอดีตและเป็นคนรักของทาเคชิที่พลัดพรากไป ซึ่งเขาได้พบว่าเธออาจจะยังมีชีวิตอยู่

Altered Carbon ตัวละคร

รีวิวซีรีส์  Altered Carbon ซีซัน 2

ทาเคชิ โคแวช อดีตนายทหารเอนวอย ที่ต่อมาได้เข้าร่วมกลุ่มกบฏ หลังจากถูกจองจำอยู่นับร้อยปี จึงได้ฟื้นขึ้นมา แล้วต้องทำภารกิจสืบคดีฆาตกรรมของมหาเศรษฐี แบนครอฟฟ์ ซึ่งหลังจากล้วงลึกมากขึ้น เขาถึงได้พบว่าคดีนี้มีความซับซ้อนยิ่งกว่าที่คิด แถมยังเกี่ยวโยงกับผู้มีอำนาจที่เขาคาดไม่ถึงด้วย เนื่องจากทาเคชิพบว่าคดีของแบนครอฟฟ์ เกี่ยวโยงไปถึงตัว เรลลีน น้องสาวของเขาที่คิดว่าตายไปแล้ว ซึ่งกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หลายอย่างในเรื่อง

แล้วเขาก็ได้ค้นพบว่า เคลคริสต์ คนรักของเขาและเป็นผู้นำกุ่มกบฎ แท้จริงแล้วยังมีชีวิตอยู่ จึงออกเดินทางตามหาระหว่างดวงดาวต่างๆ เพื่อหาเบาะแส และเป็นเป้าหมายหลักในซีซัน 2

เคลคริส ฟัลโคเนอร์ ผู้นำกองทัพกบฏที่ต้องการล้มล้างอำนาจของพวกชนชั้นสูงตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เธอเป็นคนดึงตัวทาเคชิที่เคยทำงานกับเอนวอยให้มาเข้าร่วมกองทัพด้วย จนก่อเกิดเป็นความรักระหว่างคนทั้งสอง เธอยังเป็นคนสอนเทคนิคในการต่อสู้และการดิ้นรนเอาตัวรอดในโลกเสมือนให้กับทาเคชิและสมาชิกในกองทัพด้วย เธอเสียชีวิตขณะเครื่องบืนถูกระเบิดเมื่อครั้งพวกเอนวอยมาบุกฐานทัพ

แต่ที่จริงแล้ว เคลยังมีชีวิตอยู่ เมื่อจิตของเธอได้ถูกแบ็กอัพไว้ก่อนหน้าที่ยานจะถูกระเบิด ซึ่งมีแค่เรลลี่เท่านั้นที่รู้ว่าจิตของเธอแบ็กอัพไว้ที่ไหน การตามหาจิตของเกลจึงกลายเป็นหนึ่งเป้าหมายใหม่ของทาเคชิที่จะดำเนินเรื่องในซีซัน 2

พูดตามตรงคือ ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่า มันเป็นเรื่องดีหรือแย่ แต่ที่แน่ๆคือ บรรยากาศของไซไฟแบบไซเบอร์พังก์ที่เป็นจุดแข็งที่สุดของเรื่อง รวมถึงการสอดแทรกปรัชญาเรื่องชีวิต หายไปเลย

ตรงนี้ถ้าให้อธิบายคือ ในซีซันสอง ภาพรวมมีเนื้อหาและบทที่อ่อนลงมาก เนื้อหาเชิงสืบสวนก็หายไป แต่มาเน้นแอ็กชั่นยิงกันมากขึ้น

หากเปรียบเทียบกับในซีซันแรกที่มีการนำเสนอที่ต้องการสะท้อนปรัชญาเรื่องชีวิตและการเป็นอมตะของมนุษย์ในโลกอนาคต การเสียดสีทุนนิยม ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น การเล่นกับสภาวะจิตของมนุษย์ ทั้งหมดนี้หายเรียบครับ คือเหมือนจะมีอยู่ แต่ก็แค่เปลือกๆ ให้มีไว้

ทั้งที่จริงแล้ว ในซีซัน 2 เนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับการทำลายความผูกขาดของชนชั้นสูง หรือที่เรียกว่า เม็ธ โดยตรง แต่ซีรีส์กลับให้นำหนักในเรื่องนี้น้อยมาก คือ นางเอกบุกไปยิง ตาย จบ แม้จะพยายามพูดประเด็นความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนเมื่อมีการเปลี่ยนเปลือก หรือร่างกายภายนอก อยู่บ้าง แต่ซีรีส์กลับแตะประเด็นนี้ไปไม่สุดอย่างน่าเสียดาย

จุดที่น่าเสียดายอีกอย่างคือในซีซันแรก ต้องยอมรับว่า โจเอล คินนาแมน ได้แสดงบทของ ทาเคชิ โคแวช เอาไว้สุดยอดมาก จนกลายเป็นภาพจำของตัวละครที่คนดูคุ้นเคยกับลีลากวนๆและหน้าตาเบื่อโลกของตัวละครไปแล้ว

ในขณะที่ แอนโธนี แม็คกี ก็พยายามแสดงบททาเคชิอีกรูปแบบ เนื่องจากในซีซันสอง ตัวละครมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตมากกว่าซีซันแรก การแสดงของแม็คกีเลยมาเน้นความขรึม และการเข้าไปบู๊เท่ๆมากขึ้น แต่พูดตามตรงว่า ถ้าเทียบกับบทในซีซันแรกแล้ว ซีซันนี้ดูแล้วไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ว่า ทาเคชิคนนี้คือนักรบเอนวอยคนสุดท้ายในตำนานที่มีชีวิตอยู่มา 300 กว่าปี แค่ฉากเปิดมาตอนหนึ่งก็พลาดท่าโดนยิงจากข้างหลังง่ายๆ (เขียนบทอะไรของมัน) แถมตอนที่ได้เปลือกใหม่ที่ปูทางมาว่านี่คือเปลือกนักรบชั้นยอด แต่ในซีรีส์กลับไม่ได้แสดงศักยภาพตรงนี้เท่าที่ควรเลย

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ดีที่สุดในซีซันสอง กลับกลายเป็นบทบาทของ โพ A.I. ที่เป็นผู้ช่วยของทาเคชิ ซึ่งรับบทโดย คริส คอร์นเนอร์ มาตั้งแต่ซีซันแรก รวมถึงสาวคนใหม่ที่จะได้มาคู่กับโพด้วย ในขณะที่บทของนางเอกอย่าง เคลคริสต์ ที่แสดงโดย เรเน่ โกลส์เบอร์รี่ ก็ทำได้ดุดันตามมาตรฐานอยู่แล้ว

อีกด้านที่ยังทำได้ดีคือ วิลยุนลี นักแสดงที่รับบทร่างแรกของ ทาเคชิ โคแวช ที่กลับมารอบนี้ในบทบาทที่คาดไม่ถึง ก็ยังคงแสดงได้ดี ชนิดที่เรียกว่าถ้ามีซีซัน 3 ต่อไป จะเอาเขามาแสดงเป็นตัวเอกหลักเหมือนเดิมก็ยังได้เลยครับ

ด้าน CG ภาคนี้ไม่แน่ใจว่าได้ทุนเพิ่มจากภาคแรกมากน้อยแค่ไหน แต่กลายเป็นว่าดูจะใช้ CG ในฉากแอ็กชั่นไม่คุ้มเท่าไหร่นัก ไม่เหมือนในภาคแรกที่นำมาใช้สร้างบรรยากาศของโลกอนาคตแนบไซเบอร์พังก์ได้ถึงอารมณ์มาก

หากมองในภาพรวมแล้ว จุดเด่นในภาคแรกถูกทำลายไปเยอะมากจริงๆ โดยหันมาเน้นในส่วนของฉากแอ็กชั่นที่แทรกอยู่ในเรื่องมากขึ้น (แต่กลับไม่มีฉากแอ็กชั่นไหนที่ดูแล้วตราตรึงหรือน่าประทับใจเท่าซีซันแรก) โอเคว่า ในภาพรวมอาจจะทำให้ตัวซีรีส์มีความ Mass ย่อยง่ายขึ้น เข้าถึงคนดูวงกว้างได้ อีกทั้งแม้ว่าจะยังเป็นเรื่องติดเรต 18+ แต่ก็มีการจงใจลดฉากรุนแรง เลือดสาด โป๊เปลือย ชนิดที่เรียกว่าแทบไม่เหลือเลย ทำให้บรรยากาศความเป็นซีรีส์ไซไฟโลกอนาคตแนวไซเบอร์พังก์ดิบๆและการตั้งคำถามเชิงปรัชญาของชีวิต การเสียดสีสังคมทุนนิยม ที่เป็นจุดเด่นที่สุดในซีซันแรกหายไป แล้วสิ่งที่ได้มาก็คือ ซีรีส์แนวแอ็กชั่นไซไฟ ยิงกันแบบบันเทิงทั่วไป ซึ่งถามว่ายังคงสนุกไหม ก็เป็นซีรีส์ที่ดูสนุกเพลิดเพลิน บวกกับสเกลเรื่องที่จะขยายใหญ่ขึ้นไปอีก แต่ความลึกของเนื้อหากลับหายไป

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหนึ่งในซีรีส์ระดับที่แนะนำให้ดูและเชื่อว่าจะมีซีซัน 3 ต่อ เพราะเรื่องราวถูกขยายสเกลขึ้นแล้ว ตัวละครก็พร้อมจะเปลี่ยนนักแสดงนำได้เรื่อยๆ